SEO 2019 ทำยังไงให้ติดหน้าแรก Google [ตุลาคม 2562]

ทำ SEO 2019 ยังไงให้ติดหน้าแรก (Search Engine Optimization) นี้ สำหรับ Blog9T เปรียบเหมือนการทำเว็บไซต์, บล็อก ที่ Google ต้องรู้จัก และให้ความสำคัญในการจัดอันดับที่ดี อันดับ 1 ก็ดี หน้าแรก ก็ดี แล้วอะไรหละคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดังที่ว่ามานี้ ในปี 2019 หรือ 2562 นี้ เราต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ เรื่องการใช้เทคนิค และวิธีการต้องละเอียดมากขึ้น ทั้งการปรับแต่งออนเพจการเลือกที่จะดันอับดับ การเขียนเนื้อหาที่ดีที่มีคุณภาพจะช่วยให้อันดับดีขึ้น

การทำ SEO คืออะไร


การทำ SEO คืออะไร
มีหลายคนสงสัยว่า SEO คืออะไร การทำ seo 2018 จริงๆแล้วมันเหมือนจะเข้าใจง่ายแต่จริงๆมันค่อนข้างลึกซึ้งพอสมควร นิยามของ SEO ที่เราเข้าใจจริงๆมันอาจจะต่างมุมมองอยู่ที่ว่าเราจะมองมุมไหน
สำหรับผมแล้ว SEO คืออะไร ผมมองว่ามันคือการปรับแต่งปรังปรุง ให้มีผลการค้นหาทีดีขึ้น การทำ SEO คือกระบวนการที่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อดันอันเว็บไซต์ของเราให้ติดหน้าแรก Google
ทำทุกอย่างเป็นไปเพื่อดันเว็บไซต์ของเราไปแสดงผลที่หน้าแรกของ Google ให้ได้ (อันดับ 1 ได้ยิ่งดี อิอิ)

ทำ SEO ไปเพื่ออะไร 


ทำ SEO ไปเพื่ออะไร
พูดถึงการทำ SEO จริงๆแล้วเราทำไปทำไม มีประโยชน์กับเราอย่างไร ทำไมเราจึงต้องศึกษาการทำ SEO ก็เพราะนั่นเป็นหนึ่งในผลลัพท์ที่จะเพิ่มโอกาสช่องทางการเข้าถึงและรู้จักในโลกออนไลน์ ทุกครั้งเวลาต้องอธิบายถึงประโยชน์ของ SEO เพื่อนๆคงจะสงสัยอยู่ ตอนแรกผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไปเพื่ออะไร แต่เราลองมามองพฤติกรรมของเราเองสิครับ เวลาเราค้นหาบางอย่าง แล้วมันตอบสนองความต้องการเราได้ ส่วนมากพอเราเริ่มค้นหาใน Search Engine เรามักจะเห็นผลลัพท์ที่มีการจัดอันดับมาอยู่แล้ว แต่เราก็เลือกที่จะเข้า เว็บที่ 1 2 3 คงเป็นไปได้ยากใช่ไหมครับถ้าจู่ๆ ค้นหาปุ้ป กดไปหน้า 10 เลย 555

ถ้าเปรียบเทียบร้านอาหารก็เหมือนทำเล หากว่าร้านเราอยู่หน้าปากซอย ใครเดินผ่านก็เห็นก็เข้ามาได้ไง แต่กลับกันถ้าร้านเราอยู่ในซอยลึก กว่าจะเข้าไปถึงแบบว่า เลี้ยวซ้ายหน่อย ตรงไป เจอทางแยกเลี้ยวขวา โอย กว่าจะเข้าไปถึง มันก็เหมือนกับการทำ SEO นั่นแหละครับ ถ้าเว็บไซต์ของติดหน้าแรก Google ได้นั่นหมายความว่าทำเลของเว็บไซต์เราดีมากๆ คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น ขายของได้มากขึ้น = รายได้มากขึ้น คนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น = เว็บไซต์เราดัง นี่ไงหละประโยชน์เน้นๆ อิอิ

วิธีทำ SEO ในยุคที่ Google เป็นที่ 1


วิธีทำ SEO ง่ายๆ แบบ Blog9t
โดยวิธีทำ SEO สำหรับผม คือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้เว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword(คำค้นหา) ที่ต้องการจะทำ SEO โดยผมจะแยกไว้ เป็นสองหัวข้อหลักๆ

วิธีทําให้เว็บติด google


ทำ SEO อย่างไรให้ติดหน้าแรก Google แบบ Blog9t
การทำ SEO ที่ดี ควรเน้นไปที่ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับจากเนื้อหาภายในเว็บเรา เช่นผมเวลา ค้นหาเพจ ใน google ไม่เจอ ก็เพราะต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง
ถ้าเนื้อหาที่เจอ สามารถตอบโจทย์หรือ แก้ปัญหานั้นให้ วิธีทําให้เว็บติด google ที่ดีและเป็น วิธีทําให้ google หาเว็บเราเจอ สมมุติ อยากรู้ว่า ทํายังไงให้ เพจ ติดหน้าแรก google ค้นแล้วเจอ Blog9T กดเข้าไปอ่าน เพียงเพราะว่า Blog9T ได้ สอนทำ seo

Update ติดหน้าแรก google ฟรี 2019

จริงๆแล้วผมได้ทำ VDO พูดคุยเกี่ยวกับ SEO Trends 2019 1. Featured Snippets
2. Structured data
3. User experience
4. AMP: Page Speed Boost
5. Content matters
6. Voice search
7. Google’s Mobile First Index
8. BackLinks

การปรับแต่ง On-Page ที่ดีจะเป็นพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบน Mobile เว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้รวดเร็วกว่าก็ย่อมได้เปรียบเว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้ช้า เว็บไซต์ที่จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ดี เข้าถึงส่วนต่างๆได้ง่ายจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาส่วนต่างๆได้ง่ายเช่นกัน
สรุปแก่นแท้ของการทำ SEO ที่ดี สำหรับปีนี้ เนื้อหาต้องดี เข้าใจง่าย มือถือต้องเข้าได้ แทบเล็ดก็ด้วย คีย์เวิร์ดก็สำคัญ เข้าผ่านด้วยมือถือ ต้องรวดเร็วและทันควัน โครงสร้างต้องสวยงาม มีจุดโดดเด่นบนหน้าค้นหา Backlinks ก็ต้องมา แต่ขอคัดคุณภาพหน่อยแล้วกัน ถ้าทำทุกอันตาที่กล่าวมา Google รักแน่นอน Blog9T รับประกัน มันไม่ใช่ความพยายามในการเอาชนะ Google แต่มันคือการพยายามสร้างเว็บไซต์สร้างเนื้อหาที่ทุกคนชอบ เมื่อมีคนชอบ Google ก็จะชอบเราเอง จะจีบลูกสาวเขาทั้งทีต้องทำโปรไฟล์ให้ดูดีเข้าไว้
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ผมได้นำ การทำ SEO ในปี 2019 ในหัวข้อ Top Ranking Factors in 2019 มาให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง หากใครที่ไม่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ ผมขอบอกเลยว่าคุณพลาดมากๆ
ช่วงนี้ Google ได้ปรับเปลี่ยน Algorithm อยู่เรื่อยๆ ซึ่งหลายๆปัจจัยที่เรามักจะควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นมากมาย และปีนี้เอง ผมได้ทดลอง พยายามหาปัจจัยที่เราสามารถควบคุมมันได้ และคิดว่ามันน่าจะส่งผลดีต่อ SEO โดยหลักๆแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ on-page และ off-page

SEO On-Page Factors

1. Quality Content
Google ต้องการให้บนหน้าผลลัพธ์ในการค้นหา แสดงเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นเราต้องทำการเรียบเรียงเนื้อหาให้ดูดีที่สุด ที่สำคัญต้องเกี่ยวเนื่องกับ Keyword ด้วย นอกจากจะเนื้อหาที่ยาว และดีแล้ว ยังต้องมีรูป หรือ Video เพื่อตอบสนองต่อผู้เยี่ยมชม เพิ่มลูกเล่นให้น่าติดตามมากขึ้น
แน่นอนว่า UE หรือ User Experience เป็นสิ่งสำคัญ การออกแบบหน้า page ให้ตอบสนองได้ดี ลองคิดว่าหากเปิดมาเจอแต่โฆษณาเต็มหน้าเลย บางทีเรายังไม่ OK เลย ซึ่ง Google ก็มองเช่นกัน

ตัวอย่างการเขียนบทความที่ดี

ผมอยากทราบว่าตัวอย่างการเขียนบทความที่ดีเป็นลักษณะแบบไหนมีองค์ประกอบอะไรบ้างแล้วเราจะเขียนมันออกมาได้ไหมเราต้องใช้เทคนิคการเขียนอะไรหรือเปล่าหรือเราต้องเขียนอธิบายโดยมีหลักการและเหตุผลเหมือนการทำวิจัยการทำ Thesis ผมได้ศึกษาจากเว็บที่เขาการทํา seo wordpress แล้ว
ได้นำมาเปรียบเทียบกัน กับ การทำ seo blogger ว่าทำยังไงให้เว็บขึ้น google ทั้งๆที่คนละ Platform กัน เมื่อผมได้ตัวอย่างมาพอจะสรุปได้ว่า ต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือผู้ที่เขากำลังมาค้นหาเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน ผมถือว่ามันดีนะผมจึงศึกษาถึงองค์ประกอบการเขียนบทความ seo ว่ามันต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างเช่นการกำหนดหัวข้อการกำหนดรูปภาพ บริบทของเนื้อหาต่างๆเอามารวมกันเป็นบทความบทความหนึ่ง มันจะมีแต่ข้อความอย่างเดียวก็ไม่น่าจะเวิร์คผมก็เลยอาจจะต้องวางแผนในการที่จะเขียนหัวข้อหรือว่าการจะนำรูปภาพมาใช้เพื่อให้สามารถสื่อสารเข้าใจได้ง่ายๆครับ

Google ชอบบทความแบบไหน

หลายคนก็สงสัยว่าข้อความแบบไหนที่ Google ก็ชอบสิ่งที่ผมพบเลยคือความมีเอกลักษณ์ในตัวซึ่งในแต่ละบทความเนี่ยในแต่ละคนเขียนหรือตายแต่ละคนเขียนเนี่ยเขาก็จะมีเอกลักษณ์ของเขาอย่างเช่นคนที่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์ในการที่เขาจะเขียนบทความหรือคำอธิบายและเขาก็จะมีอาจจะมีคำศัพท์ที่เขาใช้บ่อยๆศัพท์ทางการหรือเป็นความรู้ที่บุคคลธรรมดาเวลาอาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างในเหมือนคนเขียนนิยายก็จะมีวิธีการเขียนนิยายใช่ไหม อาจจะต้องมีการเขียนพอร์ตเรื่องหรือการแต่งเติมอะไรก็แล้วแต่ ตามสไตล์ของคนเขียน เขาจะใช้คำพูดหรือคำอธิบายที่แตกต่างกัน เหมือน Style ของ Blog9T บทความจะอ้างอิงจากคู่มือ SEO มันก็จะออกมา Indy หน่อย ตามอารมณ์ โดยการใช้ เทคนิคการทำ SEO เข้าช่วย นี่คือตัวตนของผมเลยปกติแล้วผมก็เป็นคนไม่ค่อยพูดมากเท่าไหร่แต่เมื่อผมได้ทดลองการเขียนบทความด้วยการพูดแล้วเนี่ยเพราะว่ามันง่ายมากในการที่เราจะเขียนบทความอะไรก็ได้ที่มันดูยาวๆ

จริงๆแล้ว ก็เหมือน บทความทั่วไป ภาษาไทย แต่ผมต้องการทดสอบอะไรบางอย่างว่าลักษณะการเขียนที่เป็นเชิงคำพูดหรือคำที่มันง่ายต่อการสื่อสาร สามารถจะเป็นบทความที่ดีได้ไหม
หลังจากที่เราได้บทความบทความหนึ่งแล้วเนี่ยเราก็จะมาจัดการองค์ประกอบต่างๆตาม SEO Onpage เช่นการกำหนดหัวข้อการแบ่งพารากราฟการกำหนดรูปภาพหรือแม้แต่การควบคุม keyword density ความหนาแน่นของ keyword การทำตัวหนาตัวเอียง


ปัจจัยสำคัญของการทำ SEO ผมเชื่อว่ามันคือ คอนเทนท์ ในการจะชนะด้วยการเขียนคนที่เป็นหนี้จริงๆแล้วจะบอกว่ามันยากก็ยากนะครับจะบอกว่ามันง่ายมันก็ง่ายเคยสังเกตไหมครับว่าบางคนเป็นหนี้มีการเป็นที่สนใจมากแต่มีการพูดปากต่อปากนั่นแหละครับเป็นหนึ่งในเทคนิค SEO ที่เราไม่ควรมองข้าม
บทความ SEO เป็นแบบไหน

อ่านต่อ การเขียนบทความ SEO เทคนิคขั้นสูง

2. Page Load Time
เวลาไม่เคยรอใคร ซึ่งเราก็ไม่อยากเสียเวลารอ แน่นอนว่าการเข้าหน้าเว็บไซต์ ที่โหลดช้าๆ ใช้เวลาโหลดนานมากๆนั้น บางทีเราเองก็ไม่อยากรอใช่ไหมครับ ก็มีทางเลือกคือ รอต่อไป หรือ เปลี่ยนเว็บดีกว่า จะดีกว่าไหมครับถ้าหน้าเว็บมีการโหลด เข้าถึงได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลา การใช้เวลาในหน้าเว็บก็สำคัญเช่นกัน Google เลยมีตัวแปรที่ชื่อว่า bounce rate ซึ่งหมายถึงการที่ ผู้เยี่ยมชมพึงพอใจหรือเปล่า แน่นอนว่าถ้าไม่ Google เองก็เห็นด้วย

3. Internal Links
ถ้าคุณมองเห็นเว็บไซต์ที่เหมือน Wikipedia คุณจะพบว่า นั่นแน่ internal links บนหน้าเว็บเยอะเหลือเกิน เป็นลิ้งที่จากหน้าหนึ่งไปสู่หน้าหนึ่งในหน้าเว็บที่ต่างกัน แต่ภายใต้โดเมนเดียวกัน
โดยคุณอาจจะใช้เป็น Keyword หรือประโยคที่บ่งบอกถึงหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกัน นอกจากจะทำให้ Google สามารถตามเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายดายแล้ว ผู้เยี่ยมชมเองก็สามารถอ่านเนื้อหา อื่นๆ หรือตอนต่อไปได้โดยง่าย เปรียบเสมือนป้ายบอกทางนั่นเอง นอกเหนือจาก internal links แล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็หนีไม่พ้น external links ซึ่งเป็นลิ้งค์ที่มาจากเว็บอื่นๆ เคยเห็นบรรณานุกรมไหมครับ การอ้างอิงเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน
แน่นอนว่าลิ้งที่เราทำ external links นั้นก็ควรเป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือมีคุณภาพด้วย Google ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

4. Bounce Rates
จะให้นิยาม bounce rates ว่า เป็นการเข้าถึงเนื้อหาที่ง่าย และรวดเร็ว ซึ่ง bounce โดยความหายคือ ปกติแล้วผู้เยี่ยมชมจะคลิกลิ้งค์จากหน้า Search ใช่ไหมครับ แล้วจะมีเหตการณ์ต่อไปนี้คือ
คลิกเข้าไปแล้วพบว่าเนื้อหาไม่ตอบโจทย์ หรือเว็บไซต์ไม่ OK เรามักจะกดปุ่ม back และเปลี่ยนไปเว็บต่อๆไป ซึ่ง Google เองได้เก็บสถิติเช่นกัน จึงเป็นการบอกได้ว่าเว็บนั้นไม่ตอบโจทย์
แล้วเราจะทำยังไงให้มันดีหละ ลองยกตัวอย่างใน Google searches เช่น คนค้นว่า "รองเท้าราคาถูก" แล้วเข้าเว็บไซต์ไป พบว่า มันไม่ใช่รองเท้า หรือ กลายเป็นรองเท้าราคาแพง ซึ่งไม่ตอบโจทย์ แน่นอนว่าต้องย้อนกลับมาค้นใหม่อีกครั้ง และเปลี่ยนเว็บไปเว็บต่อๆไปนั่นเอง "ผู้เยี่ยมชมไม่เจอสิ่งที่เขาต้องการ" ซึ่ง Google รู้ เพราะว่าเขาเข้าไปเว็บไซต์นั้นแล้วกดปุ่มย้อนกลับมา แล้วเปลี่ยนเว็บ กลับกัน ถ้าผู้เยี่ยมชมคนนั้นค้นหาแล้วเข้าไปอ่านหรือตอบสนองความต้องการของเขาได้ นี่เป็นการบอก Google ทางอ้อมว่าผู้เยี่ยมชม happy และแน่นอนว่า Google ก็ happy เช่นกัน

5. Time and Visitor Stays on Your Page
Google สามารถติดตามผู้เยี่ยมชมว่าใช้เวลาเข้าชมนานหรือไม่ ซึ่งหากเราต้องการทราบเช่นเดียวกันจุงต้องพึ่งเครื่องมือที่ชื่อว่า Google Analytics เป็นบริการที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการติดตามผู้เยี่ยมชม
ว่าเข้ามาจากไหน เข้ามานานไหม ค้นมาจากคำว่าอะไร และเป็นการติดตามที่น่าเชื่อถือได้ สามารถนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแก้ไขในคราวต่อๆไปได้เช่นกัน

6. Trust and Authority
จริงๆแล้วความน่าเชื่อถือคือหนึ่งในการวัดจากตัวแปรของ off-page แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าความน่าเชื่อถือ ก็เกิดขึ้นได้ในปัจจัยภายในนี้ (On-page SEO) ตัวแปรนี้พึ่งมาเป็นจุดสำคัญใน ปี 2018 โดย Google ได้อัปเดตในหัวข้อ Medic Update ช่วงเดือนสิงหาคมนั่นเอง กล่าวคือ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ มีผลต่อการจัดอันดับในเว็บหมวดหมู่ สุขภาพและ การเงิน จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากลุ่มเว็บไซต์ประเภทนี้เชื่อถือไม่ได้ เกิดข่าวปลอม หรือความเชื่อผิดๆขึ้นมาทำให้เกิดผลเสียต่อผู้เยี่ยมชม และถ้ามาจากการค้นหาด้วย Google ด้วยหละ แน่นอนว่า Google ไม่ยอมแน่ๆ และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าต้องเกิดจากเสียงที่มาของการอ้างอิงเว็บต่างๆ หรือมีการกล่าวถึงว่าเป็นเว็บไซต์ที่ควรแนะนำจากแหล่งอ้างอิงที่มีคุณภาพ แปลง่ายๆเลยก็คือ Backlinks คุณภาพนั่นเอง
แต่เดียวก่อน นั่นมันส่วนของปัจจัยภายนอก (Off-page SEO) ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาแจกแจงให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง กลับมาในส่วนของ On-page จะทำยังไงให้น่าเชื่อถือ แน่นอนว่าเนื้อหาก็ต้องมีคุณภาพถึงจะมีการยอมรับจากหลายๆที่ แน่นอนว่าวัดจากอะไร Bounce Rates + Time Visitor คือคำตอบครับ

SEO Off-Page Factors

1. Click-through Rates (CTR)
หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชินกับคำนี้ ดังนั้นผมจะอธิบายโดยยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่น เมื่อมีคนค้นหาแล้วเลือกที่จะคลิกเข้าชมเว็บไซต์ที่อยู่อันดับที่ 5 ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่ค้นหามักจะต้องเจอกับเว็บไซต์อันดับ 1-4 ก่อนถูกไหมครับ แต่ดันไปสนใจเลือกเข้าชมในเว็บอันดับที่ 5 ก็เป็นการบอกนัยๆว่า เว็บที่ 5 นั้นน่าสนใจกว่า แน่นอนว่า Google ก็ได้นำพฤติกรรมเหล่านี้มาเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าถ้าเราโกงโดยการทำแบบนั่นอยู่เป็นประจำหละแน่นอนว่าไม่นาน Google ก็จะปรับตกแทน "เนื้อหาแย่ก็ติดอันดับดีๆได้ แต่อยู่ได้ไม่นาน" เป็นต้น

2. Social Signals
Social Signals เช่นการมี Tweets, Facebook shares, Pinterest pins เยอะๆมันก็เป็นการบอกนัยๆที่เป็นความหมายว่าเนื้อหาน่าสนใจ ชอบถูกใจ เลยกดแชร์ มีประโยชน์ต่อเราจึงนำมาบอกต่อๆกันไป
แน่นอนว่า Google ก็ได้นำมาเป็น 1 ใน ปัจจัยการจัดอันดับเช่นกันแต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากเป็นการแชร์ซึ่งมาจากผิดๆ เช่น ข่าวปลอม สร้างกระแส ดราม่า ที่เกิดการแชร์ แต่เป็นผลเสียต่อผู้เยี่ยมชมเพราะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อแล้วละก็จะอยู่ได้ไม่นานแน่นอน 

3. Backlinks
หากเพื่อนๆอ่านทุกบรรทัดแล้วละก็ข้างบนผมจะมีการกล่าวถึง เรื่องความน่าเชื่อถือ (Trust & Authority) ข้างบน ผมจะยกตัวอย่างดังนี้ เมื่อ Blog9T แปะลิ้งค์ไปที่  Thaiseoboard หรือเว็บอื่นๆ
Thaiseoboard ก็จะได้ Backlinks จาก Blog9T ซึ่งในสายตา Google จะมองว่า Blog9T ได้ vote คะแนนไปให้ Thaiseoboard นั่นเองแน่นอนว่าก็เหมือนได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นมา
ถามว่าปัจจุบัน Backlinks ยังสำคัญอยู่ไหม แน่นอนว่าเป็น 1 ในปัจจัยที่สำคัญในส่วนของ Off-page เลยหละ ซึ่งใน คู่มือการทำ SEO โดย Google ก็ยังไม่ได้ลบออกไปไหน แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบของทั้งหมดอยู่ดี
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นคือ การได้รับ Backlinks เป็นจำนวนมากๆ จากเว็บที่ไม่มีคุณภาพเลย ซึ่งจะไม่ได้ผลดีไปกว่า การที่ได้รับ Backlinks จากเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูงหรือ ที่เราใช้คำว่า High-quality links แนะนำ จ้างทำ SEO ราคาถูก ที่ไหนดี
ทั้งสองอย่างนี้ จะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกันนั่นเองครับ และมันจะดียิ่งกว่าเดิมหากได้ทั้งคุณภาพที่ดีและจำนวนที่เยอะขึ้น
Update ตุลาคม 2562 Google ได้เพิ่ม Feature ใหม่ใน Report ของ Google Search Console New reports for video results in Search Console สำหรับเว็บไซต์ที่มี Content ประเภท VDO สามารถกำหนด structured data หรือ Rich Snippet ได้แล้ว
อ่านต่อ SEO 2019 ทำยังไงให้ติดหน้าแรก Google [ตุลาคม 2562]